อินโฟกราฟิกราคาเครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์คาเฟ่ปี 2026 สำหรับวางงบเปิดคาเฟ่ specialty
10 นาที

เครื่องชงกาแฟ + อุปกรณ์คาเฟ่ ราคาเท่าไหร่? อัปเดตปี 2026

คุณภัทร เพื่อนผมที่กำลังเปิดคาเฟ่อยู่สาทร โทรมาถามผมเดือนที่แล้ว — "พี่ เครื่องชงตัวที่ผมจะซื้อราคา 280,000 มันแพงไปไหม?"

ผมขอสเปกเครื่อง ขอจำนวนหัว ขอ workflow ของบาริสต้า และเป้าหมายลูกค้าต่อวันที่เขาตั้งไว้ พอตอบครบ ผมตอบกลับ: "แพงครับ — แต่ที่แพงกว่าคือถ้าคุณซื้อตัวเล็กกว่านี้ ตอนชั่วโมงเร่งคุณจะเสียลูกค้าไปวันละ 15-20 คน คิดเป็นเงินกี่หมื่นต่อเดือนคุณคำนวณเอง"

บทความนี้ผมเขียนจากเคสจริงที่ช่วยลูกค้าวางงบเครื่องและอุปกรณ์คาเฟ่ specialty มาหลายปี เพื่อให้คุณเห็นภาพปี 2026 ว่าราคาจริงมันเริ่มที่ไหน จบตรงไหน และจุดที่คนตั้งงบพลาดบ่อยที่สุด

ทำไมงบเครื่องและอุปกรณ์มักโดนคิดต่ำเกินไป?

ผมเจอลูกค้าที่ตั้งงบเครื่อง "200,000 บาทพอแล้ว" บ่อยมาก พอเริ่มเขียนรายการจริงทีละชิ้น ตัวเลขมันขยับขึ้นเป็น 350,000-400,000 ทันที เพราะคนส่วนใหญ่นับแค่ 2 อย่าง — เครื่องชงและ grinder — แล้วคิดว่าจบ

แต่จริง ๆ คาเฟ่ specialty ที่เปิดให้บริการได้ ต้องมีอุปกรณ์อย่างน้อย 12-15 ชิ้น:

1. เครื่องชง espresso (1 หรือ 2 หัว) 2. Espresso grinder (1-2 ตัว) 3. Brew grinder สำหรับ drip/filter 4. Drip equipment (V60, Chemex, scale) 5. ระบบกรองน้ำ RO + softener 6. ตู้แช่นมและวัตถุดิบ 7. ตู้แช่ pastry display (ถ้ามีเบเกอรี่) 8. เครื่องทำน้ำแข็ง 9. POS + เครื่องคิดเงิน + เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ 10. เครื่องนึ่ง/อบ (ถ้ามี croissant, sandwich) 11. อุปกรณ์รอง — knock box, tamper, milk pitcher, scale, cleaning kit 12. ภาชนะเสิร์ฟ — แก้ว ถ้วย ช้อน ผ้า

แต่ละชิ้นไม่ได้แพงมาก แต่รวม ๆ แล้วเทไปได้ 80,000-150,000 บาทง่ายมาก จุดนี้คือจุดที่งบบานบ่อยที่สุด

เครื่องชง espresso ราคาเท่าไหร่ปี 2026?

เครื่องชงคือชิ้นที่กินงบเยอะที่สุด — โดยทั่วไป 50-60% ของงบเครื่องทั้งหมด ผมขอแยกเป็น 4 ระดับให้เห็นภาพ:

**ระดับเริ่มต้น (Entry / Prosumer) — 1 หัว: 80,000-160,000 บาท**

เช่น Lelit Bianca, ECM Synchronika, Profitec Pro 700 เครื่องเหล่านี้ทำกาแฟได้คุณภาพดี แต่ designed สำหรับใช้ที่บ้านหรือร้านที่ทำ 30-50 แก้วต่อวัน ถ้าเอามาใช้ในคาเฟ่ที่ทำ 100+ แก้ว/วัน boiler จะร้อนไม่ทันและ stability ดรอป

**ระดับ Specialty Cafe (1-2 หัว): 165,000-680,000 บาท**

- La Marzocco Linea Mini (1 หัว): ~165,000-200,000 บาท — สวย ทำได้ 60-80 แก้ว/ชม. - La Marzocco Linea PB 2-group: ~580,000-680,000 บาท — มาตรฐาน specialty cafe ระดับโลก - Victoria Arduino Eagle One 2-group: ~520,000-620,000 บาท - Rocket Espresso R Cinquantotto 2-group: ~380,000-450,000 บาท - Sanremo Cafe Racer 2-group: ~450,000-550,000 บาท - Wega Atlas EPU 2-group (commercial entry): ~150,000-220,000 บาท

**ระดับ Premium / Boutique: 750,000+ บาท**

Slayer Single Group: ~750,000-850,000 บาท / Slayer 2-group: ~1,200,000-1,400,000 บาท / Modbar: ~900,000-1,300,000 บาท ระดับนี้เหมาะกับร้านที่ใช้กาแฟ specialty single origin และ barista ที่อยากคุม pre-infusion เอง

ถ้าคุณกำลังเปิดร้านครั้งแรก ผมแนะนำเริ่มที่ระดับ Specialty Cafe — La Marzocco Linea Mini หรือ Rocket R Cinquantotto เป็นจุดเริ่มที่ลงตัวระหว่างคุณภาพและราคา ส่วน Linea PB 2-group ค่อยมาตอนสาขา 2 หรือเมื่อยอดขายพิสูจน์แล้ว

**คำเตือน — อย่าซื้อเครื่องตามรูป Pinterest** ผมเคยเห็นเจ้าของร้านชี้รูป Slayer แล้วบอก "อยากได้แบบนี้" โดยไม่รู้ว่าราคาเริ่ม 7 แสนบาท หรือ La Marzocco Strada ราคา 1.5 ล้าน เป้าหมายของเครื่องชงไม่ใช่ความสวย — มันคือเครื่องมือที่ต้องเข้ากับ workflow และปริมาณลูกค้าของคุณ

Grinder สำคัญแค่ไหน ราคาเริ่มเท่าไหร่?

ในวงการ specialty มีคำพูดที่บาริสต้าทุกคนรู้ — "grinder สำคัญกว่าเครื่องชง" ผมเห็นด้วย 80% ครับ เพราะ grind quality กำหนด extraction และรสกาแฟ ส่วนเครื่องชงที่ดีแค่รักษา consistency

**Espresso Grinder — ตัวที่บดสำหรับ espresso shot:**

- Eureka Atom 75: ~52,000-65,000 บาท (entry แต่ใช้ commercial ได้) - Mahlkönig E65S GBW: ~95,000-115,000 บาท (มาตรฐาน specialty) - Mahlkönig E80 Supreme: ~145,000-180,000 บาท (cafe ที่ขาย 200+ แก้ว/วัน) - Mythos 2: ~195,000-220,000 บาท - Mahlkönig EK43S (สำหรับ filter/light roast): ~165,000-195,000 บาท

ถ้าคุณซื้อเครื่องชง 580,000 บาทแต่ใช้ grinder 25,000 บาท — กาแฟจะไม่ดี ผมเห็นเคสนี้บ่อย เจ้าของร้านลงทุนเครื่องสวยแต่ตัด grinder งบ พอเปิดร้านแล้วบาริสต้าต้อง re-calibrate ทุก 5-10 แก้วเพราะ grind ไม่นิ่ง

**Brew Grinder — สำหรับ drip, V60, Chemex:**

ถ้าจะขาย drip ด้วย ต้องมี brew grinder แยก เพราะใช้ grind ที่หยาบกว่ามาก:

- Baratza Encore: ~9,500-12,000 บาท (entry) - Mahlkönig Guatemala Lab: ~85,000-100,000 บาท (commercial) - Mahlkönig EK43: ~225,000-275,000 บาท (อันนี้ทั้ง espresso + brew)

สำหรับคาเฟ่ที่เริ่มต้น Baratza Encore + Mahlkönig E65S เป็นชุดที่ลงตัวที่สุด รวม 105,000-127,000 บาท

อุปกรณ์รองที่คนลืมงบ มีอะไรบ้าง?

นี่คือจุดที่งบบานสุด เพราะคนนึกไม่ออกว่าต้องมีอะไรบ้าง ผมแยกราคาปี 2026 ให้เห็นเลย:

**ระบบน้ำ (จำเป็น 100%):**

- RO + softener system: 25,000-45,000 บาท (ติดตั้งครบ) - ถังพักน้ำ + ปั๊ม: 8,000-15,000 บาท

ถ้าน้ำในพื้นที่กระด้างมาก (เช่น บางเขต กทม. หรือต่างจังหวัด) ต้อง softener ทุกร้าน ไม่งั้นจะเสีย heating element ของเครื่องชงภายใน 6-12 เดือน

**ตู้แช่:**

- ตู้แช่ commercial 1 ประตู: 18,000-32,000 บาท - ตู้แช่ 2 ประตู: 32,000-55,000 บาท - ตู้แช่ 4 ประตู: 55,000-95,000 บาท - ตู้แช่ pastry display (เคาน์เตอร์โชว์): 35,000-85,000 บาท

**เครื่องทำน้ำแข็ง:**

- 50 ก.ก./วัน: 28,000-38,000 บาท - 100 ก.ก./วัน: 42,000-58,000 บาท - 150 ก.ก./วัน: 58,000-78,000 บาท

ขนาดเลือกตามจำนวนแก้ว iced coffee ต่อวัน — ทั่วไปคำนวณ 0.5-0.7 ก.ก./แก้ว

**POS + อุปกรณ์เก็บเงิน:**

- iPad POS + stand + lock: 18,000-25,000 บาท - เครื่องพิมพ์ thermal: 4,500-8,500 บาท - ลิ้นชัก cash drawer: 2,500-4,500 บาท - เครื่องรูดบัตร EDC (จาก bank): มัดจำ 5,000-15,000

**อุปกรณ์รอง (ที่คนลืมเสมอ):**

- Knock box (ถังเคาะกาก): 1,200-2,500 บาท - Tamper + tamping mat: 1,500-3,500 บาท - Milk pitcher × 4-6 ใบ: 1,800-3,000 บาท - Acaia scale หรือ pearl scale: 6,500-12,000 บาท - Cleaning kit + cafiza + brushes: 3,500-6,000 บาท - ภาชนะเสิร์ฟ (แก้ว ถ้วย ช้อน): 25,000-45,000 บาท - ผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ × 12 ผืน: 800-1,500 บาท

รวม ๆ อุปกรณ์รองและภาชนะ 50,000-90,000 บาท สำหรับเปิดร้านปกติ

ซื้อมือ 1 vs มือ 2 อันไหนคุ้มกว่า?

คำถามที่ผมโดนถามทุกครั้ง ตอบตรง ๆ — ขึ้นอยู่กับชิ้น ไม่ใช่ทุกอย่างควรซื้อมือ 1 และไม่ใช่ทุกอย่างควรซื้อมือ 2

**ซื้อมือ 2 ได้คุ้ม:**

- เครื่องชง La Marzocco / Rocket / Sanremo (มี service center ในไทย ซ่อมง่าย ลด 30-45% จากมือ 1) - ตู้แช่ commercial (มอเตอร์ดี ใช้ได้ 8-12 ปี ลด 40-60%) - เครื่องทำน้ำแข็ง (เลือกที่อายุไม่เกิน 3 ปี ลด 35-50%)

**ควรซื้อมือ 1 เท่านั้น:**

- Grinder (blade เสียง่าย ตรวจสภาพยาก ราคาใหม่กับมือ 2 ห่างไม่มาก) - ระบบ RO + softener (ของกินสุขภาพ ใส้กรองเก่าเป็น breeding ground แบคทีเรีย) - POS + อุปกรณ์ดิจิทัล (อายุการใช้งาน software จำกัด) - ภาชนะเสิร์ฟทุกชิ้น

**คำเตือน — เครื่อง Slayer มือ 2 อย่าซื้อ ถ้าไม่มีคนเช็คให้** Slayer ใช้ pre-infusion paddle ที่ซับซ้อน ถ้าซีลรั่วหรือ paddle เสีย ค่าซ่อมขั้นต่ำ 80,000-150,000 บาท + รออะไหล่จาก US 4-8 สัปดาห์ ผมเคยเห็นลูกค้าซื้อ Slayer มือ 2 ราคา 480,000 (ถูกกว่ามือ 1 ที่ 750,000) แต่ใช้ได้ 6 เดือนแล้ว paddle เสีย ค่าซ่อม 110,000 บาท รวมเงินที่ใช้จริง 590,000 ประหยัดได้แค่ 160,000 — แต่เสีย downtime 2 เดือน

ตัวอย่างจริง: คุณภัทร สาทร 60 ตร.ม.

กลับมาที่คุณภัทร เพื่อนผมที่เปิดมาในตอนต้นบทความ คาเฟ่เขาที่สาทร 60 ตร.ม. งบเครื่องตั้งไว้ 350,000 บาท

เขาวางแผนแรกอยากได้: - La Marzocco Linea PB 2-group มือ 1: 580,000 บาท - Mahlkönig E65S × 2: 196,000 บาท - รวมแค่ 2 อย่างก็ 776,000 — เกินงบเกือบ 2 เท่า

เราคุยกันใหม่ ปรับเป็น: - La Marzocco Linea Mini มือ 2 (อายุ 2 ปี เช็คสภาพแล้ว): 135,000 บาท - Mahlkönig E65S มือ 1: 98,000 บาท - Baratza Encore (brew grinder): 11,000 บาท - Drip equipment + scale: 18,000 บาท - RO + softener: 32,000 บาท - ตู้แช่ 2 ประตู มือ 2: 28,000 บาท - เครื่องทำน้ำแข็ง 50 ก.ก./วัน มือ 2: 25,000 บาท - POS + เครื่องพิมพ์ + ลิ้นชัก: 22,000 บาท - Knock box + tamper + milk pitcher × 4: 8,500 บาท - Cleaning + ภาชนะ + อื่น ๆ: 38,000 บาท

รวม 415,500 บาท — ยังเกินงบ 65,500

เราตัดอะไรอีก? พอคุยกัน เขายอมตัด pastry display (ใช้ตู้เย็นใต้เคาน์เตอร์แทน + เคาน์เตอร์โชว์แบบโหลแก้ว) ประหยัด 45,000 และเลื่อน Acaia scale เป็นรอบ 2 ใช้ pearl scale ราคา 3,500 ก่อน ประหยัดอีก 8,500 — รวมตัด 53,500 บาท

งบสุดท้าย 362,000 บาท พอดี + เผื่อ 10,000 บาท

เปิดร้านมา 8 เดือนแล้ว ทุกอย่างใช้ได้ดี แผนปีหน้าจะอัพเครื่องชงเป็น Linea PB เมื่อยอดเริ่มแน่นและกำไรพอจะคืนเครื่องเดิมเป็นมือ 2 ได้

ข้อแนะนำสำหรับคนกำลังตั้งงบเครื่องและอุปกรณ์

ถ้าคุณกำลังจะเปิดคาเฟ่ specialty ผมขอสรุปแนวทางที่ใช้ได้จริง:

1. **ตั้งงบเครื่องและอุปกรณ์อย่างน้อย 25-30% ของงบรวม** — ถ้างบรวม 1 ล้าน หมายถึง 250,000-300,000 บาท ถ้าน้อยกว่านี้คุณจะเลือกของได้น้อยมาก 2. **เครื่องชง 50-55% / Grinder 18-22% / ที่เหลือ 25-30%** — สัดส่วนนี้ใช้ได้กับเกือบทุกขนาดร้าน 3. **อย่าตัด grinder งบ** — กาแฟจะไม่ดี ลูกค้าไม่กลับมา ปลายปีคุณจะรู้ว่าประหยัด 50,000 ได้แต่เสียยอดขายเดือนละหลายหมื่น 4. **มือ 2 เลือกจาก 3 อย่างเท่านั้น — เครื่องชง / ตู้แช่ / เครื่องทำน้ำแข็ง** ที่เหลือซื้อมือ 1 5. **ขอ BOQ เครื่องและอุปกรณ์ตอนคุยกับผู้รับเหมาตกแต่ง** — บางผู้รับเหมาช่วย source ราคา trade ให้ ประหยัดได้ 5-10%

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่างบรวมเปิดคาเฟ่ทั้งร้านควรเป็นเท่าไหร่ ลองอ่าน [งบเปิดคาเฟ่ specialty 1 ล้าน ทำได้จริงไหม](/blog/open-cafe-budget-1-million-thb) ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้า — จะเห็นภาพรวมตั้งแต่ค่าตกแต่งจนถึงเงินสำรองเปิดร้านครบทุกหมวด และถ้ามีครัวจริงในร้านด้วย อย่าลืมเช็ก [Grease Trap คืออะไร ทำไมร้านอาหารทุกร้านต้องมี](/blog/grease-trap-restaurant-explained) เพราะระบบดักไขมันคือเงื่อนไขที่ห้างและเทศบาลใช้ตัดสินว่าจะอนุมัติให้เปิดได้ไหม

ส่วนถ้าจะดู BOQ ของผู้รับเหมาให้เป็น ก่อนเซ็นสัญญา [BOQ งานตกแต่งร้านคืออะไร ทำไมเจ้าของร้านควรดูให้เป็น](/blog/retail-fitout-boq-explained) จะช่วยให้คุณคุยเรื่องงบกับผู้รับเหมาได้เข้าใจกว่าเดิม

ทุกเครื่องที่ผมแนะนำ มันเป็นเครื่องที่เคยอยู่ในเคสจริงของลูกค้า ไม่ได้เลือกจาก spec sheet ครับ เพราะที่สุดของการเปิดคาเฟ่ — เครื่องที่ดีที่สุดคือเครื่องที่บาริสต้าใช้งานทุกวันแล้วยังรักมันอยู่

ดูพื้นที่และงานที่เกี่ยวข้อง

ถ้าบทความนี้ตรงกับโจทย์ของคุณ ขั้นต่อไปมักเป็นการดูหน้าบริการหลักคู่กับหน้าพื้นที่หรือห้างที่ใกล้กับหน้างานจริง เพื่อประเมินราคา ข้อกำหนดอาคาร และระยะเวลาดำเนินงานได้แม่นขึ้น

อ่านต่อจากบทความนี้

ลิงก์ชุดนี้ถูกจัดไว้ให้ต่อจาก intent ของบทความหน้านี้โดยตรง เพื่อช่วยให้คุณค่อย ๆ ไล่จากการหาข้อมูล ไปสู่การดูบริการจริง งบประมาณ และงานตัวอย่างได้เป็นลำดับมากขึ้น

สนใจบริการตกแต่งภายใน?

ติดต่อ NinetyNine วันนี้เพื่อรับคำปรึกษาและใบเสนอราคาฟรี

ติดต่อสอบถาม
กลับไปหน้าบทความ